ฟื้นฟูสุขภาพกระดูกด้วยงาดำ (Black Sesame Extract)

เมื่ออายุเริ่มมากขึ้น ตั้งแต่ประมาณ 40 ปีขึ้นไป หลายคนอาจพบปัญหาสุขภาพกระดูก โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งอาจทำให้มวลกระดูกลดลงตามวัย และเมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป การควบคุมการเคลื่อนไหวอาจถดถอย จึงมีโอกาสหกล้มหรือเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น ทำให้การดูแลกระดูกเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกช่วงวัย รวมถึงวัยรุ่นและวัยทำงานที่ต้องใช้ร่างกายอยู่เสมอ
หนึ่งในสารอาหารที่ช่วยเสริมการดูแลกระดูกคือ แคลเซียม เนื่องจากแคลเซียมประมาณ 99% ในร่างกายอยู่ในกระดูกและฟัน หากร่างกายได้รับไม่เพียงพอ อาจดึงจากกระดูกมาใช้แทน จึงเป็นเหตุผลที่ควรใส่ใจปริมาณแคลเซียมให้เหมาะสมในแต่ละวัน นอกจากนี้ แร่ธาตุอย่างสังกะสีและแมงกานีสก็เป็นองค์ประกอบที่มีบทบาทต่อความหนาแน่นของกระดูกเช่นกัน
งาดำ แหล่งแคลเซียมและแร่ธาตุที่มีประโยชน์
งาดำเป็นหนึ่งในอาหารที่มีแคลเซียมและแร่ธาตุหลายชนิดในปริมาณสูง โดยงาดำหนึ่งช้อนโต๊ะ (ประมาณ 30 กรัม) มีแคลเซียมสูงถึงประมาณ 22% ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน และยังให้สังกะสีมากถึงประมาณ 21% รวมถึงแมงกานีสและแมกนีเซียมซึ่งมีความสำคัญต่อกระดูกด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ปริมาณแคลเซียมในงาดำอาจลดลงเมื่อถูกกะเทาะเปลือก ดังนั้นการเลือกรับประทานงาดำทั้งเมล็ดจะให้ปริมาณสารอาหารได้มากกว่า
ประโยชน์ของสารอาหารต่อวัยเด็กและวัยเติบโต
สำหรับเด็กที่อยู่ในช่วงการเจริญเติบโต การได้รับแคลเซียมและแร่ธาตุเพียงพอจะเป็นตัวช่วยสนับสนุนกระบวนการสร้างกระดูก ทำให้มีพื้นฐานของมวลกระดูกที่แข็งแรง ซึ่งอาจช่วยลดปัจจัยเสี่ยงการเสื่อมของกระดูกเมื่อโตขึ้นได้
วิธีดูแลสุขภาพกระดูกควบคู่กัน
นอกจากการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงแล้ว การออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่ช่วยให้กระดูกรับน้ำหนัก เช่น เดิน วิ่งเหยาะ หรือออกกำลังกายด้วยแรงต้าน จะช่วยเสริมให้กระดูกแข็งแรงขึ้นตามธรรมชาติ หากเป็นผู้สูงอายุ ควรเลือกประเภทการออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงแรงกระแทกที่อาจส่งผลต่อข้อต่อและกระดูก
การดูแลกระดูกล่วงหน้าเป็นสิ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพในอนาคตได้เสมอ จึงควรใส่ใจในเรื่องโภชนาการ การออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมเป็นประจำ
*บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปด้านโภชนาการ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อวินิจฉัย ป้องกัน หรือรักษาโรค ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร


