แชร์

ไลโคพีน (Lycopene) หนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังที่สุด

        ร่างกายของคนเรามีอนุมูลอิสระ (Radicle) เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติซึ่งเกิดจากกระบวนการเผาผลาญเพื่อให้เกิดพลังงาน ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่เราไม่อาจเลี่ยงได้เลย นอกจากนี้เรายังเจอมลพิษในอากาศ ความเครียด และอาหารบางชนิดโดยเฉพาะปิ้งย่าง ที่ก่ออนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นให้แก่เรา และเมื่ออายุมากขึ้น ประสิทธิภาพในการกำจัดอนุมูลอิสระก็ลดต่ำลงด้วย

        เจ้าอนุมูลอิสระนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์ถูกทำลาย และทำให้ร่างกายทรุดโทรมลงไปเรื่อย ๆ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องทานสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) เพื่อไปกำจัดอนุมูลอิสระจนอยู่ในภาวะสมดุล

        สารต้านอนุมูลอิสระหาทานได้ไม่ยากเลย พบมากในกลุ่มผักและผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้กลุ่มเบอร์รี่หรือผลไม้ที่มีสีแดง-เหลือง-ส้ม เช่น มะเขือเทศ, แครอท, มะม่วง หรือมะละกอ เพราะผลไม้เหล่านี้มีสารที่เรียกว่าไลโคพีน (Lycopene) ไลโคพีนเป็นสารที่อยู่ในกลุ่มของแคโรทีนอยด์ และมีสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพมาก โดยมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นของเซลล์ได้ดี มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่นำไลโคพีนไปศึกษาเปรียบเทียบกับสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่น เช่น เบต้าแคโรทีนและวิตามินอี มีผลว่ามีประสิทธิภาพดีกว่าเบต้าเคโรทีนและวิตามินอี

เมื่อรับประทานไลโคพีน ร่างกายทำงานอย่างไร

        เมื่อเราทานไลโคพีนเข้าไป สารไลโคพีนจะอยู่ในบริเวณเยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) และมีส่วนช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับอนุมูลอิสระไลโคพีนทำหน้าที่คล้ายเกราะช่วยลดผลกระทบจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่นในระดับเซลล์

        ไลโคพีนอาจมีส่วนช่วยลดการออกซิเดชั่นของคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับภาวะหลอดเลือดแข็ง (atherosclerosis) ภาวะการสะสมของไขมันเลว (LDL) ในหลอดเลือด ดังนั้นการดูแลปัจจัยเสี่ยงด้านออกซิเดชั่นร่วมกับพฤติกรรมสุขภาพโดยรวม
จึงเป็นแนวทางหนึ่งในดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

ไลโคพีนกับงานวิจัยด้านมะเร็ง

        เนื่องจากสมบัติการต้านอนุมูลอิสระที่แข็งแรงมากของไลโคพีน จึงมีงานวิจัยนำไปศึกษาในหลายประเด็น รวมถึงการศึกษาระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง พบว่าไลโคพีนมีความเกี่ยวข้องกับการชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์ในที่อาจพัฒนาไปเป็นมะเร็ง*

*ผลการศึกษาอาจแตกต่างกันตามเงื่อนไขการทดลอง และยังไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ได้

ไลโคพีนกับการปกป้องผิวจากแสงแดด

        นอกจากนี้นี้ยังมีการทดลองให้ผู้ทดลองไปตากแดดเพื่อรับยูวี แล้วให้รับประทานมะเขือเทศบด ซึ่งคำนวณเป็นไลโคพีนได้ประมาณ 16 มิลลิกรัม เทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับ พบว่าในกลุ่มที่รับประทานมะเขือเทศมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของผิวแตกต่างกัน โดยผู้ที่รับประทานไลโคปีนมีเซลล์ผิวหนังถูกทำลายน้อยกว่า

        จึงมีข้อสรุปในงานวิจัยว่าไลโคพีนอาจมีส่วนช่วยดูแลผิวเมื่อต้องเผชิญแสงแดด ทั้งนี้การปกป้องผิวควรทำร่วมกับการใช้ครีมกันแดด การหลบแดด และการดูแลผิวโดยรวมด้วย

*บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปด้านโภชนาการและการดูแลสุขภาพ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อวินิจฉัย ป้องกัน หรือรักษาโรค ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้ที่มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือกำลังใช้ยา ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนปรับการรับประทานอาหารเสริม

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ