มนุษย์ธาตุหนักต้องฟัง ! สารสกัดจากงาดำ (Black Sesame Extract) แหล่งไฟเบอร์ ดูแลระบบขับถ่ายาก

ปัญหาท้องผูก ปัญหาเล็ก ๆ ที่ผลลัพธ์ไม่เล็กเลย เนื่องจากท้องผูกสามารถเป็นสาเหตุการเริ่มต้นของโรคต่าง ๆ ทั้งโรคมะเร็งลำไส้, โรคไส้เลื่อน, โรคริดสีดวง และโรคภาวะลำไส้อุดตันได้ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดท้องผูกนั้นเกิดจากจุดบอดในวิถีชีวิตประจำวันที่พบเจออยู่เป็นประจำ จากพฤติกรรมที่ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบบวกกับความเครียดจากการทำงานต่าง ๆ ส่งผลทำให้เกิดการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม และไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย จนทำให้เกิดปัจจัยที่นำไปสู่อาการขับถ่ายยาก หรืออาการท้องผูก
ท้องผูกกับผลกระทบต่อร่างกาย
เมื่อเกิดอาการท้องผูกเป็นเวลานาน ร่างกายอาจทำงานหนักมากขึ้นในการจัดการของเสีย และอาจส่งผลให้เกิดความไม่สบายตัวในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกอึดอัด แน่นท้อง รวมถึงปัญหากลิ่นปากหรือกลิ่นตัวในบางราย หลายคนจึงเลือกพึ่งพายาระบาย ซึ่งหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้ระบบขับถ่ายเสียสมดุลได้
ในทางโภชนาการ หนึ่งในแนวทางการดูแลระบบขับถ่ายที่นิยมคือ การเลือกรับประทานอาหารที่มี “ไฟเบอร์” หรือ “กากใยอาหาร” ซึ่งพบได้มากในพืช ผัก ผลไม้ และธัญพืช รวมถึงงาดำ
ไฟเบอร์ คืออะไร ?
ไฟเบอร์คือเส้นใยอาหารซึ่งเป็นโครงสร้างส่วนหนึ่งของพืช ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้เอง แต่มีบทบาทในการดูดซับน้ำ และช่วยให้กากอาหารมีความนุ่ม จึงเอื้อต่อการทำงานของลำไส้
ไฟเบอร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ไฟเบอร์ที่ไม่ละลายน้ำ ซึ่งมักพบในธัญพืช และไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ ซึ่งพบมากในผักและผลไม้ การรับประทานไฟเบอร์อย่างเหมาะสม จึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลระบบขับถ่ายให้ทำงานได้เป็นปกติ
สารสกัดงาดำกับการดูแลระบบขับถ่าย
งาดำเป็นพืชเมล็ดเล็กที่อุดมไปด้วยสารอาหารหลากหลายชนิด รวมถึงไฟเบอร์จากธรรมชาติ มีส่วนช่วยดูแลสมดุลระบบขับถ่าย เมื่อระบบขับถ่ายทำงานได้ดี ร่างกายก็จะรู้สึกสบายตัวมากขึ้น
นอกจากนี้ การเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใย ยังช่วยให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น ซึ่งอาจมีส่วนช่วยในการควบคุมพฤติกรรมการกิน เมื่อทำควบคู่กับการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม และการใช้ชีวิตอย่างสมดุล
สารสกัดจากงาดำเป็นอีกหนึ่งแหล่งไฟเบอร์จากธรรมชาติ ที่สามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลระบบขับถ่าย ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมการกิน การดื่มน้ำให้เพียงพอ และการดูแลสุขภาพโดยรวม เพื่อให้ร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล
*บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปด้านโภชนาการ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อวินิจฉัย ป้องกัน หรือรักษาโรค ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร


