สรรพคุณที่ยอดเยี่ยมต่อร่างกาย จากไลโคปีน (Lycopene) สารสกัดจากมะเขือเทศ

เมื่อพูดถึงสารอาหารที่ชื่อ ไลโคปีน แล้วน้อยคนที่จะทราบว่า สารอาหารชนิดนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้างและ จะสามารถพบได้จากสิ่งใดบ้าง ซึ่งแท้จริงแล้ว ไลโคปีนเป็นสารอาหารที่สามารถพบได้จากผักและผลไม้หลายชนิด แต่จะมีมากในฟักขาวและมะเขือเทศ สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกรับประทานผักผลไม้ดังกล่าว ปัจจุบันยังมีผลิตภัณฑ์ในรูปแบบสารสกัดจากมะเขือเทศเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
แล้วไลโคปีนมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับคุณสมบัติของสารอาหารชนิดนี้ว่าน่าสนใจอย่างไร และควรค่าต่อการรับประทานจริง ๆ หรือไม่
ไลโคปีนกับการดูแลสมดุลระดับน้ำตาลและไขมันในร่างกาย
หนึ่งในคุณสมบัติเด่น ๆ ของไลโคปีนคือ การมีส่วนช่วยดูแลสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งระดับน้ำตาลที่สูงเกินไปอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด
เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบหลอดเลือด
จากผลวิจัยทางการแพทย์พบว่า การได้รับไลโคปีนอย่างเหมาะสมอาจมีส่วนช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือด และการสะสมของไขมันในร่างกาย
ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการดูแลสุขภาพโดยรวมของแต่ละบุคคล
ซึ่งผลของการช่วยลดระดับของปริมาณไขมันในร่างกายนั้น ยังส่งผลดีต่อรูปร่างและสัดส่วนของร่างกาย จึงทำให้ไลโคปีนเป็นสารอาหารที่ได้รับความสนใจจากผู้ที่ใส่ใจสุขภาพและรูปร่าง โดยควรรับประทานควบคู่กับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน
บทบาทของไลโคปีนในด้านสารต้านอนุมูลอิสระ
อีกหนึ่งคุณสมบัติที่สำคัญของไลโคปีนคือ การเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ ซึ่งมีบทบาทช่วยลดผลกระทบจากอนุมูลอิสระในร่างกาย อนุมูลอิสระเป็นปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของเซลล์ และการเกิดความผิดปกติในร่างกาย
การดูแลสุขภาพให้ได้ผลอย่างยั่งยืน
การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและมีรูปร่างสมส่วน
ไม่สามารถอาศัยการรับประทานสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียวได้ การรับประทานเพียงแค่ไลโคปีนเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารชนิดอื่น ๆ ที่มีประโยชน์และให้สารอาหารที่ครบถ้วน และควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการพักผ่อนที่เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายสามารถนำสารอาหารไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
*บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปด้านโภชนาการและการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่การวินิจฉัย ป้องกัน หรือรักษาโรค ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจดูแลตนเอง



