การใช้ถั่งเฉ้าในการดูแลสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคไต

โรคไตเป็นโรคชนิดหนึ่งที่มีความร้ายแรงพอสมควร ซึ่งสามารถพบได้มากขึ้นในผู้คนยุคปัจจุบันที่มีโภชนาการที่แตกต่างไปจากสมัยก่อน จึงทำให้บริโภคสารที่มีชื่อว่า โซเดียม หรือเกลือ และอาหารที่มีไขมันสูงมากเกินจำเป็น รวมทั้งไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่มักจะอั้นปัสสาวะเป็นประจำ ทำให้ไตต้องทำงานหนักแล้วป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวกับไตกันมากขึ้น
ในปัจจุบันการรักษาโรคไตได้รับการพัฒนามากขึ้นและการรักษาที่หลากหลายวิธี รวมถึงการใช้สมุนไพรจากธรรมชาตินำมาบรรเทาอย่างเช่น ถั่งเฉ้า ซึ่งเป็นสมุนไพรจีนที่มีสารสำคัญและสรรพคุณอย่างมากมาย
ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต
เมื่อผู้คนมีอายุ 35 ปี ขึ้นไป ไตจะมีขนาดเล็กลงประมาณปีละ 1% มักเรียกกันว่ามีอาการไตเสื่อมหรือไตฝ่อนั่นเอง และอาการจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงเข้ามา เช่น การรับประทานอาหารรสเค็มจัด ทำงานหนัก นอนดึก สูบบุหรี่ และมีภาวะความดันโลหิตสูง เป็นต้น
ข้อสนับสนุนของแพทย์และนักวิชาการเกี่ยวกับถั่งเฉ้าที่มีต่อโรคไต
นายแพทย์บุญเกียรติ เบญจเลิศ ผู้เชี่ยวชาญการแพทย์แผนจีนจากมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนแห่งนครเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า มีตำราเกี่ยวกับยาจีนจำนวนไม่น้อยเมื่อหนึ่งพันกว่าปีก่อน ซึ่งกล่าวถึงคุณประโยชน์ของถั่งเฉ้าว่า มีส่วนช่วยในการบำรุงปอดกับไต บรรเทาเสมหะ และบำรุงสตรีให้เลือดลมไหลเวียนดี
ในปี ค.ศ. 2009 Li และคณะได้ทำการทดสอบกับผู้ป่วยที่ทำการปลูกถ่ายไต ระหว่างกลุ่มที่รับประทานเฉพาะยาแผนปัจจุบันและกลุ่มที่รับประทานถั่งเฉ้าควบคู่กับยาแผนปัจจุบัน พบว่ากรดยูริคและโปรตีนในปัสสาวะของผู้ป่วยกลุ่มหลังมีค่าต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และเมื่อหลังจากปลูกถ่ายไตแล้ว 2-6 เดือน ปริมาณความเข้มข้นของ cyclosporine (CsA) ในเลือดของผู้ป่วยโรคไตที่รับประทานถั่งเฉ้าต่ำกว่าอีกด้วย ซึ่งอาจจะเป็นดัชนีที่ชี้วัดว่า ถั่งเฉ้ามีส่วนช่วยในการปลูกถ่ายไตได้ดีขึ้น*
นอกจากนี้ ยังมีรายงานการใช้ถั่งเฉ้าในกลุ่มผู้ที่มีอาการอ่อนล้าตามแนวคิดแพทย์แผนจีน เช่น หนาวง่าย ปวดหลัง หรือปัสสาวะบ่อย โดยจากผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาทั้งหมด 20 คน พบว่ามีจำนวนถึงร้อยละ 90 มีแนวโน้มด้านคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นถึง 64%*
*ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงผลการศึกษา ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ได้
การรับประทานถั่งเฉ้าหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใด ๆ ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือกำลังรับประทานยาอยู่ เพื่อความปลอดภัยและความเหมาะสมในการดูแลสุขภาพระยะยาว
*บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย ป้องกัน หรือรักษาโรค ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล*


